Famed Chef José Andrés shares his personal soundtrack as part of KCRW’s Guest DJ Project. His exuberant personality is on full display as he celebrates cultural diversity, passion for his homeland and a song that capture his “internal rhythm.” The full set is available streaming, for download and as a podcast (with a transcript) here. José on Mr. Jones by Counting Crows: “I do believe that every person has internal rhythm that you need to understand, and it’s not easy to understand. Once you understand what your rhythm is, I believe you start behaving better in life on every level. I have a feeling that Mr. Jones is the one that has my rhythm. And every time I need to find that rhythm again, I will put that song on, but every time I put it on, it’s like finding again an old friend. And we need to start thinking about music in those ways. Music is more than just notes that sound in our ear drums. Music can be a great companion and you should establish a kind of a relationship with that music, almost like talking to the music. And that works for me, helps me find my way in life." Upcoming, we’ll hear from Alice Waters, Susan Feniger and more:
many thoughts were flying again while I was in a shower.
1.5 years ago, I told my boss. "仕事は終るまでやりたいから、残業代なんかいりません"
august 2009, 445am imperial queens park hotel lobby. boss was flying back to japan, I saw him off at the lobby. feeling guilty I could not went to the airport with him.
the next morning, I wrote a thank you email to him. told him I will show my gratitude to him by working hard learning hard and do my best. then offerred to visit many more places. yes I remained in Thailand but I worked everyday. visited many places a day.
http://www.manager.co.th/Travel/ViewNews.aspx?NewsID=9520000143260
Sent from ann iPhone
พระราชวังรัตนรังสรรค์ที่
สร้างจำลองขึ้น
มีไม่บ่อยนัก ที่
“ตะลอนเที่ยว” เดินทางไป
ยังภาคใต้ แต่กลับไม่ได้
สัมผัสกับทะเลแม้ซักนิด
หรือแม้แต่จะเห็นก็ยังไม่
ได้เห็น แต่กลับไม่รู้สึก
เลยว่าขาดอรรถรสในการท่อง
เที่ยวไป
เพราะที่นี่คือ “เมือง
ระนอง” ที่ได้ชื่อว่าเป็น
เมืองฝนแปดแดดสี่ คือมีฝน
ตกชุก รวมๆ แล้วจะเจอฝน
อยู่แปดเดือน ได้เห็น
แสงแดดแค่สี่เดือนในหนึ่ง
ปี เราไม่ได้ไปสัมผัสน้ำ
ทะเลกัน เพราะแค่แหล่ง
ท่องเที่ยวบนบกในเมือง
ระนองก็มีมากมายจนไม่มี
เวลาคิดถึงทะเลแล้ว
ภายในจัดจำลองเป็นห้อง
ต่างๆ
สำหรับเส้นทางเที่ยว
เมืองระนองของ “ตะลอน
เที่ยว” นั้น เริ่มกันใน
ตัวเมืองที่ "พระราชวัง
รัตนรังสรรค์" เป็นแห่งแรก
พระราชวังแห่งนี้ถือเป็น
พระราชวัง 1 ใน 6 แห่งที่
สร้างขึ้นตามหัวเมืองใน
สมัยพระบาทสมเด็จพระ
จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
รัชกาลที่ 5
พระยารัตนเศรษฐี (คอ ซิม
ก๊อง) เจ้าเมืองระนองในขณะ
นั้นเป็นผู้สร้าง
พระราชวังนี้ขึ้นเมื่อ
คราวที่รัชกาลที่ 5 จะทรง
เสด็จประพาสหัวเมืองปักษ์
ใต้ฝ่ายตะวันตกเป็นครั้ง
แรก พระยารัตนเศรษฐีจึง
ได้สร้างพลับพลาที่ประทับ
รับเสด็จที่บนเนินควนอัน
อยู่ใจกลางเมือง ซึ่ง
นอกจากจะได้รับเสด็จ
รัชกาลที่ 5 แล้ว พระมหา
กษัตริย์อีก 2 พระองค์ คือ
รัชกาลที่ 6 และรัชกาลที่ 7
ก็ได้ใช้พระราชวังแห่งนี้
เป็นที่ประทับแรมเมื่อ
ครั้งเสด็จประพาสเยี่ยม
หัวเมืองปักษ์ใต้ฝั่ง
ตะวันตกเช่นกัน
หอเก้าเกจิอาจารย์
พระราชวังแห่งนี้ต่อมา
ได้ทรุดโทรมลง จนได้มีการ
ปรับปรุงขึ้นใหม่เป็น
เรือนตึกก่ออิฐถือปูนสอง
ชั้นเมื่อปี พ.ศ.2444 และต่อมา
เมื่อตัวตึกทรุดโทรมลงอีก
ก็ได้มีการรื้อถอน
พระราชวังออกไป พระราชวัง
แห่งนี้จึงเหลือไว้แต่
ชื่อ ก่อนที่จะมีการสร้าง
พระราชวังจำลองขึ้นมาใหม่
จากภาพถ่ายเก่าๆ โดยได้
สร้างไว้บนเนินเขานิเวศน์
คีรี ใกล้เคียงกับบริเวณ
เดิม และยังได้จัดจำลอง
บรรยากาศของพระราชวังแต่
เดิมเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็น
ห้องบรรทมของรัชกาลที่ 5
ห้องบรรทมของพระราชินีและ
พระราชโอรส พระราชธิดา
ห้องทรงพระอักษร เป็นต้น
ใกล้ๆกับพระราชวังนั้น
เป็นที่ตั้งของ “หอเก้า
เกจิอาจารย์” หอพระที่
ประดิษฐานรูปหล่อของ 9
เกจิอาจารย์ชื่อดัง
ประกอบไปด้วยหลวงปู่ทวด
วัดช้างไห้ หลวงพ่อบรรณ
พุทธโร วัดอุปนันทาราม
หลวงพ่อจันทร์ วัดจันทา
ราม พระครูอุดมคุณาจารย์
(รื่น คมภีโร) วัด
สุวรรณคีรีวิหาร หลวงพ่อ
เบี้ยว อุปกิจโจ วัดธรรมวุ
ธาราม หลวงพ่อติ๋ว สุวรรโณ
หลวงพ่อน้อย วัดหาดส้ม
แป้น หลวงพ่อลอย วัดปากน้ำ
และหลวงพ่อนุ้ย ใครที่ได้
มากราบไหว้ก็ถือเป็นสิริ
มงคลแก่ตัวเอง
จวนเจ้าเมืองระนอง
ในเมืองระนองยังมีสถาน
ที่ที่น่าสนใจอย่าง “จวน
เจ้าเมืองระนอง” สร้าง
ขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2420 ในสมัย
ของพระยาดำรงสุจริตมหิศร
ภักดี (คอ ซู เจียง) เจ้า
เมืองระนองคนแรก ผู้สร้าง
คือพระยาดำรงสุจริตมหิศร
ภักดี (คอ ซิม ก๊อง) บุตรชาย
คนที่ 2 ของท่านคอ ซู เจียง
จวนเจ้าเมืองและเรือน
รับรองแต่เดิมเป็นอาคาร
ครึ่งตึกครึ่งไม้หลังแฝด 3
หลังเชื่อมต่อกันด้วย
ระเบียง ปัจจุบันสองหลัง
ที่อยู่ด้านริมได้ผุพังไป
เหลือเพียงเสาและพื้นหิน
ไว้ให้เห็น ส่วนเรือนหลัง
กลางได้ปรับปรุงทำเป็นศาล
บรรพบุรุษ มีป้ายวิญญาณ
บรรพบุรุษ ภาพถ่ายเก่าๆ
ของคนในตระกูล ณ ระนอง และ
สิ่งของเครื่องใช้ของเจ้า
เมืองระนองคนแรกไว้ให้ชม
กัน
ภายในมีป้ายวิญญาณและรูป
ถ่ายเก่าๆของต้นตระกูล ณ
ระนอง
มาเที่ยวระนองทั้งที
หากไม่ได้ไปแช่น้ำแร่ร้อน
แล้วล่ะก็ ต้องถือว่ายัง
มาไม่ถึง เพราะที่เมือง
ระนองนี้เป็นจังหวัดที่
มีชื่อเสียงว่าเป็นเมือง
น้ำแร่ มีน้ำพุร้อนผุด
ขึ้นกลางเมือง ไม่ว่าจะ
เป็นบ่อน้ำร้อนรักษะวา
ริน บ่อน้ำร้อนพรรั้ง
บ่อน้ำร้อนบ้านนา บ่อน้ำ
ร้อนพรุหลุมพี บ่อน้ำร้อน
หาดยาย ฯลฯ
มาคราวนี้ “ตะลอน
เที่ยว” ได้ไปแช่น้ำร้อน
ถึงสองแห่ง คือที่บ่อน้ำ
ร้อนรักษะวาริน และบ่อน้ำ
ร้อนพรรั้ง ที่มีบรรยากาศ
แตกต่างกัน สำหรับ “บ่อน้ำ
ร้อนรักษะวาริน” หรือ
“บ่อน้ำร้อนวัดตโปทาราม”
นั้นจะอยู่ใกล้ตัวเมือง
มากที่สุด จึงเป็นแหล่ง
น้ำแร่ร้อนที่มีผู้คนทั้ง
นักท่องเที่ยวและชาวเมือง
ระนองมาเยี่ยมเยียนมาก
ที่สุด
บ่อน้ำแร่ร้อนบ่อพ่อ ที่
สวนสาธารณะรักษะวาริน
บ่อน้ำแร่ที่นี่ตั้ง
อยู่ในหุบเขา จัดสร้าง
เป็น “สวนสาธารณะรักษะวา
ริน” มีเป็นบ่อน้ำพุร้อน
ที่ไหลผ่านชั้นหินและแร่
ธาตุ พุ่งขึ้นมาบนพื้นผิว
ดิน มีอุณหภูมิสูงประมาณ 65
องศาเซลเซียส มีการสร้าง
บ่อน้ำร้อนครอบคลุมแหล่ง
น้ำพุนี้จำนวน 3 บ่อตั้ง
ชื่อตามขนาดของบ่อ คือบ่อ
พ่อ บ่อแม่ และบ่อลูกสาว
สำหรับสามบ่อนี้จะไม่
สามารถลงไปแช่ได้ เพราะมี
อุณหภูมิสูงเกินไป แต่จะ
สร้างเป็นบ่อให้นักท่อง
เที่ยวได้นั่งแช่เท้าใน
น้ำร้อนเพื่อผ่อนคลาย รวม
ทั้งมีบ่อเล็กๆ สำหรับต้ม
ไข่กินกันได้ด้วย หรือหาก
ใครอยากจะลงไปแช่น้ำแร่
ทั้งตัว ทางสวนฯเขาก็จัด
พื้นที่ไว้ให้ อยู่ห่าง
จากบ่อพ่อออกไปอีกประมาณ
200 เมตร แต่หากใครต้องการ
ความเป็นส่วนตัวขึ้นมา
อีก ก็มีบริการสปา ซึ่งก็
มีทั้งการแช่น้ำแร่ในอ่าง
จากุซซี่ รวมไปถึงการนวด
ตัว นวดเท้า ก็มีให้ใช้
บริการด้วยเช่นกัน
ส่วนที่ "บ่อน้ำพุร้อน
บ้านพรรั้ง" ก็เป็นบ่อน้ำ
แร่ที่มีความเป็นธรรมชาติ
เช่นกัน โดยเป็นส่วนหนึ่ง
ของอุทยานแห่งชาติน้ำตก
หงาว น้ำแร่ร้อนของที่นี่
จะไหลซึมขึ้นมาตามรอยแตก
ของหิน และทางอุทยานก็ได้
สร้างบ่อเก็บกักน้ำแร่
ร้อนเอาไว้ อีกทั้งยังได้
สร้างบ่อแช่น้ำแร่กลาง
แจ้งแบบเล็กๆ แต่น่ารัก
กลางธรรมชาติไว้ให้นัก
ท่องเที่ยวได้มาลองแช่กัน
อีกด้วย โดยจะมีทั้งบ่อ
แช่ตัวและแช่เท้า โดย
อุณหภูมิของน้ำแร่ร้อนที่
นี่วัดได้โดยเฉลี่ย 55 องศา
เซลเซียส
บ่อแช่น้ำแร่กลางแจ้งที่
บ้านพรรั้ง
ออกนอกเมืองกันไปอีก
นิด ไปชมสถานที่ท่อง
เที่ยวที่เป็นอันซีนไทย
แลนด์อย่าง “ภูเขาหญ้า”
เนินเขาเล็กๆ หลายลูกที่
ไม่มีต้นไม้ใหญ่ขึ้น มี
เพียงต้นหญ้าปกคลุมไปทั่ว
บริเวณ เป็นเขาหัวโล้นตาม
ธรรมชาติ ไม่ได้มีคนมาตัด
ต้นไม้แต่อย่างใด ดู
สวยงามแปลกตาไปอีกแบบ
ช่วงที่ “ตะลอนเที่ยว”
ได้มาเยือนภูเขาหญ้านี้
เป็นช่วงที่หญ้าเริ่ม
เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล ยิ่ง
ผสมกับแสงแดดยามเช้าแล้ว
ก็เหมือนภูเขาหญ้ากลาย
เป็นสีทองอร่าม ยามลมพัด
มาต้นหญ้าก็ปลิวไสวเป็น
คลื่น น่าประทับใจ และคงจะ
เป็นสีทองอย่างนี้ไปจนถึง
หน้าร้อน แต่หากใครอยากจะ
เห็นภูเขาหญ้าสีเขียวขจี
ก็ต้องมาในช่วงฤดูฝน ก็จะ
ได้เห็นภูเขาหญ้าในอีก
บรรยากาศหนึ่งที่สวยงาม
ไม่แพ้กัน และนักท่อง
เที่ยวยังสามารถเดินขึ้น
ไปบนภูเขาหญ้าเพื่อชม
ทิวทัศน์ด้านบนได้ด้วย
ภูเขาหญ้าสีทองในแดดยาม
เช้า
และอีกหนึ่งโปรแกรมของ
เราในวันนี้ที่ถือเป็น
ไฮไลท์ในการมาท่องเที่ยว
เมืองระนองในคราวนี้ก็
คือ การได้มา“ล่องคลอง
นาคา ชมพลับพลึงธาร” ที่
อำเภอสุขสำราญ ใช้เวลา
เดินทางจากตัวเมืองระนอง
ประมาณหนึ่งชั่วโมงครึ่ง
ก็เข้าสู่พื้นที่ของหน่วย
พิทักษ์ป่าทุ่งถั่ว (เขต
รักษาพันธุ์สัตว์ป่าคลอง
นาคา) เพื่อเตรียมตัวลงแพ
ล่องคลองกันที่จุดล่องแพ
ที่ฝาย (เขื่อน) คลองนาคา
ใหญ่
ก่อนจะลงแพ “ตะลอน
เที่ยว” ได้อ่านข้อมูล
เกี่ยวกับดอกพลับพลึงธาร
ที่ทาง “ชมรมเพลินไพร ศรี
นาคา” เขาได้จัดทำไว้ จึง
ได้รู้ว่า ดอกพลับพลึงธาร
หรือที่เรียกว่าหญ้าช้อง
นั้นเป็นพืชน้ำที่พบเฉพาะ
ในสายธารแห่งคลองนาคาและ
ป่ารอยต่อระหว่างระนอง-
พังงา แต่ว่าที่พังงานั้น
พบบ้างประปรายเท่านั้น
โดยจากการศึกษาข้อมูลพบ
ว่าพลับพลึงธารในสกุลนี้
มีขึ้นอย่างสมบูรณ์จำนวน
มากพบเพียงแห่งเดียวในโลก
ที่คลองนาคาเท่านั้น
พลับพลึงธารที่ขึ้นอยู่
เต็มคลองนาคา
ดอกพลับพลึงนี้เป็นไม้
น้ำขยายพันธุ์ด้วยหัวจาก
ใต้น้ำ และจะเจริญเติบโต
เฉพาะในน้ำสะอาดที่ไหล
เอื่อยๆ เท่านั้น และกว่า
ต้นพลับพลึงธารจะเติบโต
และออกดอกก็ใช้เวลากว่า 9
เดือน และจะออกดอกบานใน
ช่วงปลายเดือนตุลาคมไป
จนถึงปลายเดือนธันวาคม
เท่านั้น
พอรู้จักชื่อเสียง
เรียงนามและที่มากันแล้ว
“ตะลอนเที่ยว” ก็เริ่มรอ
ไม่ไหวที่จะไปชมตัวจริง
ของดอกพลับพลึงธารในคลอง
นาคาแห่งนี้ จึงรีบลงไป
เตรียมพร้อมในแพไม้ไผ่ที่
สามารถนั่งได้ 4-5 คน มีคนคอย
ถ่อแพทางหัวและท้ายแพที่
ละคน ส่วนพวกเราผู้โดยสาร
ก็มีหน้าที่ชมทิวทัศน์สอง
ข้างทาง และเตรียมรอดู
พลับพลึงธารกันอย่างใจ
จดจ่อ
ยลโฉมพลับพลึงธารกันใกล้ๆ
สำหรับคนที่กลัวน้ำ ขอบ
อกว่าการล่องแพนี้ไม่มี
อันตราย เพราะสายน้ำไม่
ไหลแรงนัก แม้คลองบางช่วง
จะลึกจนสุดไม้ถ่อ แต่บาง
ช่วงก็ตื้นจนมองเห็นพื้น
ดินเบื้องล่าง ทั้งนี้
ทั้งนั้นก็จะมีเสื้อชูชีพ
ให้ทุกคนได้ใส่กันอยู่
แล้ว จึงไม่ต้องห่วง
เรื่องอันตรายจากการจมน้ำ
ชมทิวทัศน์ริมคลองไปเพ
ลินๆ ไม่นานเราก็ได้เห็น
นางเอกของคลองนาคาชูดอก
เริงร่าอยู่กลางคลองแล้ว
ดอกสีขาวของพลับพลึงธาร
ส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ บ้างก็
ขึ้นเป็นช่อดอกเดี่ยวๆ
บ้างก็ขึ้นเป็นกลุ่มหนา
แน่นอยู่กลางคลอง หรือตาม
ชายฝั่ง และสายน้ำที่ไหล
รินนั้นก็ทำให้ใบของต้น
พลับพลึงธารที่เป็นสายยาว
สีเขียวสดไหลลู่อยู่ใน
สายน้ำดูคล้ายริบบิ้นสี
เขียว เป็นความงามที่ส่ง
เสริมกันและกันได้เป็น
อย่างดี
ล่องแพชมดอกพลับพลึงธาร
ได้ยินเสียงนายท้ายบอก
ว่าปีนี้ดอกพลับพลึงค่อน
ข้างน้อย ต่างกับปีอื่นๆ
ที่จะขึ้นเต็มไปทั้งคลอง
โดยสาเหตุที่ทำให้ดอก
พลับพลึงมีน้อยก็
เนื่องจากในช่วงหน้าน้ำมี
กระแสน้ำแรง ทำให้
พลับพลึงธารที่กำลัง
เติบโตหลุดไหลไปกับ
สายน้ำ รวมทั้งกระแสน้ำ
ยังพัดเอาก้อนหินในคลองมา
ทับต้นพลับพลึงธารจนไม่
สามารถเติบโตได้ แต่
ทั้งนี้ทั้งนั้น เสน่ห์
ของพลับพลึงธารก็ยังมีมาก
พอที่จะสะกดให้ทุกคน
หลงใหลไปกับความงาม
และเชื่อว่านี่คงเป็น
เสน่ห์ที่ดึงดูดให้หลายๆ
คนมุ่งหน้ามาที่นี่ มา
สัมผัสกับเสน่ห์ของ
พลับพลึงธาร และแหล่งท่อง
เที่ยวหลากหลายของเมือง
ระนองแห่งนี้
* * * * * * * * * * * *
* * * * * * * * * * * * * *
* * * * * * * * * * * * * *
* * * * * * *
สอบถามรายละเอียดการ
ล่องแพคลองนาคา ชม
พลับพลึงธารได้ที่ ชมรม
เพลินไพรศรีนาคา สอบถาม
โทร.08-6120-9700 และสามารถสอบถาม
รายละเอียดหรือขอข้อมูล
เกี่ยวกับการท่องเที่ยวใน
จังหวัดระนองได้ที่ การ
ท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ทท
ท.) สำนักงานชุมพร โทร.0-7750-1831
ถึง 2, 0-7750-2775
Sent from ann iPhone
smoke filled bubbles
Last week, I had an amazing class with the music specialist class. I don't know how to describe this class, they're in a different building. Totally unconnected with the rest of the school. They're officially part of the girls high school but are here to study music. So don't care about academics.
...And some of them have the biggest attitude problems ever. I hardly ever have intense negative emotions. I can physically react negatively, if I get too tired I can cry at the slightest thing but inside I'm not extremely upset - just tired. Today I seriously considered one of my sixteen year old students a bitch. A real f**king bitch. There was a group of three of them at the back just projecting sassy little bitchy attitudes. It also spread to another group. Anyway, I used my stern voice and made them get a piece of paper out to draw.
Myself and my co-teacher rarely need to use discipline, only shouting or making a noise to attract their attention when they're doing an activity or make them be quiet. I knew the lesson wouldn't go too successfully when I walked in to find the good kids absent due to their individual music lessons and within 5 minutes Ashley started telling a girl off, making them stand at the back then taking her outside half way through. I was then left alone with the class from hell. I think considering I managed quite well. I didn't stress. I carried on like nothing happened and ignored the odd student's acting out. One loud girl particularly pissed me off when a girl presented her picture and laughed at her pronunciation. To be honest, out of all things, that bit was not acceptable as she is nowhere near fluent or understandable. Plus, the girl talking is a nice but quiet girl who happens to actually talk to me rather than the essential 'teacher ... finished'. She's one of the good ones.
I guess class 1-13 just annoy me as it's a class of extremes - lovely girls who talk to me, ask me questions and actually have fun. Then the sassy ones at the back, who won't be making it into any international orchestras anytime soon with that attitude and English ability.
Anyway, afterwards I had class 1-8 afterwards :) The most active class ever, always up for the lesson and it includes some of the best students personality and ability wise. Now, I find all the classes usually participate and enjoy the activities a lot.